ถ้าทุกคนอยู่ข้างเดียวกันหมด ใครจะซื้อต่อ
คนที่เคยเห็นวิกฤตมาก่อนไม่ได้ถามว่าของนี้ดีหรือไม่ดี เขาถามว่าฝูงแน่นไปข้างเดียวหรือยัง และประตูทางออกกว้างแค่ไหน
คำถามที่ฟังดูง่ายจนน่ารำคาญ
Michael Burry เป็นชื่อที่คนไทยรู้จักจากหนังเรื่อง The Big Short เขาเป็นหนึ่งในคนที่มองเห็นปัญหาในตลาดสินเชื่อบ้านสหรัฐก่อนวิกฤตปี 2008 สิ่งที่น่าสนใจกว่าผลลัพธ์ของเขาคือวิธีตั้งคำถาม
คนส่วนใหญ่มองตลาดด้วยคำถามว่า "ของนี้ดีไหม" ซึ่งเป็นคำถามที่ดี แต่มันมีจุดบอดใหญ่มากอยู่ข้อหนึ่ง — ราคาที่คุณจ่ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าของดีแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีคนคิดเหมือนคุณไปแล้วกี่คน ถ้าทุกคนในโลกรู้แล้วว่าของนี้ดีและซื้อไปหมดแล้ว ความดีนั้นก็ถูกจ่ายไว้ในราคาเรียบร้อยแล้ว
คำถามที่ Burry ถามจึงเป็นคนละแกนกัน เขาถามว่าตอนนี้คนยืนอยู่ข้างไหนกันหมดแล้ว และถ้าคนกลุ่มนั้นต้องเปลี่ยนใจพร้อมกัน จะมีใครอยู่อีกฝั่งมารับของหรือเปล่า
ทำไมความแออัดถึงอันตรายในตัวมันเอง
ทุกราคาที่คุณเห็นบนกระดานเกิดจากการที่มีคนอยากซื้อและมีคนอยากขายพร้อมกัน ราคาไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ มันคือจุดที่สองฝ่ายตกลงกันได้ ดังนั้นเวลาคนเกือบทั้งหมดยืนอยู่ข้างเดียวกัน สิ่งที่หายไปไม่ใช่ความถูกต้อง แต่คืออีกฝ่ายของการซื้อขาย
ลองนึกถึงห้องประชุมที่มีคนสองร้อยคนและมีประตูบานเดียว ตราบใดที่ไม่มีใครรีบ ประตูบานนั้นกว้างพอ แต่ถ้าทุกคนตัดสินใจออกในนาทีเดียวกัน ประตูที่เคยพอกลับกลายเป็นคอขวดทันที ประตูไม่ได้แคบลงเลย สิ่งที่เปลี่ยนคือจำนวนคนที่ต้องผ่านมันพร้อมกัน
ในตลาดการเงิน ประตูบานนั้นมีชื่อว่าสภาพคล่อง และมันมีนิสัยที่โหดร้ายมากอย่างหนึ่ง คือมันหนาที่สุดในวันที่ไม่มีใครต้องใช้ และบางที่สุดในวันที่ทุกคนต้องใช้พร้อมกัน
ความแออัดไม่ได้แปลว่าผิด
นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด การที่ฝูงแน่นไม่ได้แปลว่าฝูงคิดผิด บ่อยครั้งฝูงคิดถูกด้วยซ้ำ และเทรนด์ที่คนแห่กันเข้าก็มักเป็นเทรนด์ที่เป็นเรื่องจริง สิ่งที่ความแออัดบอกไม่ใช่ทิศทาง แต่คือ ขนาดของการเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีอะไรผิดคาดแม้เพียงเล็กน้อย
สัญญาณที่พอจะดูได้จริง
คำถามต่อมาคือแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าฝูงแน่นแค่ไหน ข่าวดีคือมีร่องรอยให้ดูอยู่หลายอย่าง และส่วนใหญ่เป็นข้อมูลสาธารณะ
อย่างแรกคือ ETF flow ซึ่งบอกว่าเงินไหลเข้าสินทรัพย์กลุ่มไหนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา เงินที่ไหลเข้าเร็วมาก ๆ ในเวลาสั้น ๆ มักแปลว่าฝูงเพิ่งมาถึง อย่างที่สองคือความสม่ำเสมอของมุมมองในสื่อ ถ้าคุณอ่านบทวิเคราะห์สิบชิ้นแล้วเจอข้อสรุปเดียวกันทั้งสิบชิ้น นั่นเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก และมักไม่ใช่ข้อมูลที่ดี
อย่างที่สามคือดูว่าราคายังตอบสนองต่อข่าวดีอยู่ไหม สินทรัพย์ที่ฝูงแน่นแล้วจะเริ่มมีอาการแปลก ๆ คือมีข่าวดีออกมาแล้วราคาขยับนิดเดียวหรือไม่ขยับเลย เพราะทุกคนที่จะซื้อได้ซื้อไปหมดแล้ว ในทางกลับกัน ข่าวร้ายเล็ก ๆ กลับทำให้ราคาลงแรงผิดสัดส่วน อาการไม่สมมาตรแบบนี้คือลายเซ็นของฝูงที่แน่น
เอาไปใช้ยังไงโดยไม่กลายเป็นคนขี้กลัว
ข้อควรระวังที่ใหญ่ที่สุดของเลนส์นี้คือมันทำให้คนกลายเป็นพวกมองลบตลอดเวลาได้ง่ายมาก เพราะเทรนด์ใหญ่ทุกอันจะดูแออัดเสมอเมื่อมองจากภายนอก และคนที่ออกจากตลาดเพราะรู้สึกว่าคนเยอะเกินไป มักออกเร็วเกินไปหลายปี
วิธีใช้ที่สมดุลกว่าคือใช้มันเพื่อปรับขนาดของความเสี่ยง ไม่ใช่เพื่อตัดสินทิศทาง ยิ่งฝูงแน่น ยิ่งต้องเผื่อพื้นที่ให้ตัวเองมากขึ้น เพราะการเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นมีโอกาสรุนแรงกว่าปกติ และควรเขียน kill level ไว้ล่วงหน้าให้ชัดเจนกว่าปกติด้วย
อีกเรื่องที่ควรจำคู่กันคือฝูงที่แน่นอาจแน่นขึ้นได้อีกนาน กลไก reflexivity ทำให้วงจรความเชื่อเลี้ยงตัวเองได้นานเกินกว่าที่คนมีเหตุผลจะทนดูไหว การรู้ว่าฝูงแน่นจึงไม่เท่ากับการรู้ว่าเมื่อไรมันจะจบ
ปิดท้าย
สรุปเป็นประโยคเดียว — ของดีที่ทุกคนถืออยู่แล้ว ไม่เหลือใครมาซื้อต่อ นี่ไม่ใช่คำทำนาย และไม่ใช่เหตุผลให้กลัวทุกอย่าง มันเป็นแค่คำถามที่ควรถามควบคู่ไปกับคำถามเรื่องคุณภาพเสมอ
เพราะในตลาด สิ่งที่ทำร้ายคนมากที่สุดไม่ใช่การเลือกของผิด แต่คือการยืนอยู่ในห้องที่มีคนสองร้อยคนกับประตูบานเดียว โดยไม่เคยหันไปดูว่าประตูอยู่ตรงไหน
อ่านคำที่เกี่ยวข้อง: ETF flow · short squeeze · VIX · kill level
บทความที่ต่อกัน: บทเรียน Cisco ปี 2000
เพจนี้เล่าเรื่องและให้ความรู้ ไม่ชี้เป้า ไม่แนะนำซื้อขายรายตัว