ฟองสบู่ญี่ปุ่น 1989: ดัชนีที่ต้องรอ 34 ปีกว่าจะกลับมาที่เดิม
29 ธันวาคม 1989 ดัชนี Nikkei ปิดที่ 38,915 จุด คนที่ซื้อวันนั้นต้องรอถึงกุมภาพันธ์ 2024 ราคาถึงจะกลับไปถึงจุดเดิม
จุดเริ่มต้นคือเงินราคาถูก
หลังข้อตกลงพลาซ่าปี 1985 เงินเยนแข็งค่าเร็วมาก ธนาคารกลางญี่ปุ่นกลัวผู้ส่งออกเจ็บ จึงกดดอกเบี้ยลงต่ำ เงินราคาถูกไหลเข้าหุ้นกับที่ดินพร้อมกัน
ช่วงพีค มีคำเล่าที่ขึ้นชื่อว่าที่ดินรอบพระราชวังหลวงในโตเกียว มีมูลค่ามากกว่าที่ดินทั้งรัฐแคลิฟอร์เนีย ตอนนั้นคนเชื่อว่ามันสมเหตุสมผล
ข้อตกลงพลาซ่าคือข้อตกลงของประเทศเศรษฐกิจใหญ่ในเดือนกันยายน 1985 ที่ร่วมกันทำให้ดอลลาร์อ่อนลง ผลคือเงินเยนแข็งค่าขึ้นเกือบเท่าตัวในเวลาไม่กี่ปี สินค้าญี่ปุ่นแพงขึ้นในสายตาคนซื้อทั่วโลก รัฐบาลญี่ปุ่นกลัวเศรษฐกิจสะดุด จึงเลือกทางที่ง่ายที่สุด คือทำให้เงินในประเทศราคาถูกลง
เครื่องจักรที่ป้อนตัวเอง
ในญี่ปุ่นยุคนั้น ที่ดินคือหลักประกันที่ธนาคารชอบที่สุด เมื่อราคาที่ดินขึ้น บริษัทก็กู้ได้มากขึ้น เงินกู้ส่วนหนึ่งไหลไปซื้อหุ้นและที่ดินเพิ่ม ซึ่งดันราคาให้ขึ้นอีก บริษัทจำนวนมากยังถือหุ้นไขว้กันไปมา ราคาหุ้นที่ขึ้นจึงทำให้งบของทุกบริษัทดูดีขึ้นพร้อมกัน
ระหว่างปี 1985 ถึง 1989 ดัชนี Nikkei ขึ้นราวสามเท่า มูลค่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคยใหญ่กว่าตลาดหุ้นสหรัฐ และเหตุผลที่คนใช้ปกป้องราคาในตอนนั้นฟังดูน่าเชื่อ ญี่ปุ่นกำลังจะแซงอเมริกา บริษัทญี่ปุ่นบริหารเก่งกว่า ที่ดินในเกาะเล็ก ๆ มีจำกัด ราคาจึงไม่มีทางลงได้
นี่คือลักษณะของฟองสบู่ที่เจอซ้ำทุกยุค ราคาที่ขึ้นสร้างเรื่องเล่ามาอธิบายตัวเอง แล้วเรื่องเล่าก็ดึงเงินใหม่เข้ามาดันราคาต่อ ตราบใดที่เงินกู้ยังถูกและยังหาได้ง่าย วงจรนี้ก็หมุนต่อไปได้
ปีที่ธนาคารกลางหันหัวเรือ
ปี 1989 ธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มกังวลกับราคาสินทรัพย์ที่ร้อนเกินไป จึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยจาก 2.5% ในเดือนพฤษภาคม 1989 ต่อเนื่องไปถึง 6% ในเดือนสิงหาคม 1990 และทางการยังคุมการปล่อยกู้อสังหาฯ ด้วย วันสุดท้ายของการซื้อขายปี 1989 ดัชนี Nikkei ปิดที่ 38,915.87 จุด สูงสุดตลอดกาลในยุคนั้น
ภายในเก้าเดือนแรกของปี 1990 ดัชนีร่วงไปเกือบครึ่ง ราคาที่ดินลดลงต่อเนื่องนานกว่าสิบปี ธนาคารเต็มไปด้วยหนี้เสียที่ค้ำด้วยที่ดินซึ่งราคาหายไปแล้ว แต่ไม่ยอมรับความเสียหายตรง ๆ ปล่อยให้บริษัทที่ควรล้มได้กู้ต่อไปเรื่อย ๆ เศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงเข้าสู่ยุคที่ถูกเรียกว่าทศวรรษที่สาบสูญ ซึ่งลากยาวเกินสิบปีไปมาก
จุดต่ำสุดของ Nikkei มาถึงในเดือนมีนาคม 2009 ที่ราว 7,055 จุด ต่ำกว่าจุดสูงสุดราว 80% และต้องรอถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2024 ดัชนีถึงจะปิดเหนือระดับของวันสุดท้ายปี 1989 ได้เป็นครั้งแรก
ตัวเลข 34 ปียังไม่ใช่ภาพทั้งหมด
ตัวเลข 34 ปีเป็นราคาดัชนีล้วน ยังไม่นับเงินปันผลที่ผู้ถือได้รับระหว่างทาง ถ้านับรวมด้วย ระยะรอจะสั้นลง แต่สาระไม่เปลี่ยน สำหรับคนที่ซื้อตอนราคาห่างจากมูลค่ามากที่สุด เวลาที่ต้องใช้กว่าจะเท่าทุนยาวกว่าที่คนส่วนใหญ่จะอดทนไหว และยาวกว่าอายุการทำงานของหลายคน
บทเรียนจากญี่ปุ่น
ข้อแรก ราคาที่จ่ายสำคัญพอ ๆ กับของที่ซื้อ ญี่ปุ่นยังมีบริษัทระดับโลกและเศรษฐกิจใหญ่ตลอดช่วงเวลานั้น แต่คนที่ซื้อที่ราคาพีคต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเท่าทุน เป็นบทเรียนเดียวกับที่เราเล่าไว้ในเรื่อง Cisco ปี 2000
ข้อสอง ฟองสบู่มักไม่ได้แตกเพราะข่าวร้าย แต่แตกเพราะเงินที่ป้อนมันหยุดไหล ในญี่ปุ่น ตัวจุดชนวนคือดอกเบี้ยที่ขึ้นและการคุมสินเชื่อ ไม่ใช่วันที่ใครสักคนประกาศว่าราคาแพงเกินไป
ข้อสาม หลังฟองสบู่แตก ความเสียหายจะยืดเยื้อแค่ไหน ขึ้นกับว่าระบบยอมรับความจริงเร็วแค่ไหน ประเทศที่รีบเก็บกวาดหนี้เสียมักฟื้นเร็วกว่าประเทศที่พยายามซ่อนมันไว้ใต้พรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นจ่ายราคาแพงที่สุด
อ่านคำที่เกี่ยวข้อง: ฟองสบู่ · drawdown · carry trade · capitulation
บทความที่ต่อกัน: บทเรียน Cisco ปี 2000 · ดอกเบี้ย 20% ของโวลเกอร์
เพจนี้เล่าเรื่องและให้ความรู้ ไม่ชี้เป้า ไม่แนะนำซื้อขายรายตัว