ตลาดกลับตัวก่อนข่าวร้ายจะมา
ราคาไม่ได้ตอบสนองข่าว มันตอบสนองคนที่ยังเหลืออยู่ — และคนที่จะขาย มักขายไปหมดก่อนที่ข่าวร้ายที่สุดจะได้ตีพิมพ์
วันที่ทุกอย่างดูจบแล้ว
ย้อนกลับไปเดือนมีนาคม 2020 ถ้าคุณเป็นคนที่อ่านข่าวทุกเช้าในตอนนั้น คุณคงจำบรรยากาศได้ ประเทศต่าง ๆ ทยอยปิดเมือง สนามบินร้าง โรงงานหยุดเดินเครื่อง ไม่มีใครรู้ว่าจะมีวัคซีนหรือไม่ ไม่มีใครรู้ว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เมื่อไร ทุกวันมีแต่ข่าวที่แย่กว่าเมื่อวาน
วันที่ 23 มีนาคม 2020 ตลาดหุ้นสหรัฐทำจุดต่ำสุดของรอบนั้น หลังจากดิ่งลงอย่างรุนแรงในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แล้วหลังจากนั้นมันก็เริ่มเดินขึ้น
ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้น่าคิดคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังวันนั้น รายงานการจ้างงานของสหรัฐที่แสดงตัวเลขคนตกงานระดับหลายสิบล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในรอบหลายสิบปี ถูกประกาศออกมาในเดือนพฤษภาคม 2020 นั่นคือหลังจากที่ตลาดกลับตัวไปแล้วราวหกสัปดาห์ ในวันที่ข่าวร้ายที่สุดถูกตีพิมพ์ ราคาที่แย่ที่สุดผ่านไปนานแล้ว
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
คำตอบไม่ได้ลึกลับอะไรเลย มันเป็นเรื่องกลไกล้วน ๆ ราคาจะลงได้ก็ต่อเมื่อมีคนขาย ไม่มีการขาย ราคาก็ไม่ลง ต่อให้ข่าวจะเลวร้ายแค่ไหน ดังนั้นคำถามที่สำคัญกว่า "ข่าวแย่แค่ไหน" คือ "ยังเหลือคนที่จะขายอีกไหม"
ในตลาดขาลงรุนแรง คนขายจะทยอยหมดไปเป็นชั้น ๆ ชั้นแรกคือคนที่ใช้เงินกู้มาลงทุน กลุ่มนี้ถูกบังคับให้ขายก่อนใครเพื่อน เพราะหลักประกันไม่พอ ชั้นที่สองคือกองทุนที่มีกฎภายในบังคับให้ลดความเสี่ยงเมื่อความผันผวนสูงเกินกำหนด กลุ่มนี้ก็ขายโดยไม่ได้มีความเห็นอะไรทั้งสิ้น ชั้นสุดท้ายคือคนธรรมดาที่ทนดูพอร์ตแดงไม่ไหวอีกต่อไป
วันที่ชั้นสุดท้ายยอมแพ้พร้อมกันคือวันที่คนในตลาดเรียกว่า capitulation หลังจากวันนั้น แรงขายที่เหลืออยู่ในระบบมีน้อยมาก เพราะทุกคนที่จะขายได้ขายไปหมดแล้ว ราคาจึงหยุดลง ไม่ใช่เพราะโลกดีขึ้น แต่เพราะไม่เหลือใครให้กดมันลงอีก
จุดที่คนสับสนบ่อยที่สุด
ตลาดไม่ได้มองอนาคตแม่นกว่าคุณ มันไม่ได้ "รู้" ว่าจะมีวัคซีน สิ่งที่เกิดขึ้นตรงไปตรงมากว่านั้นมาก คือคนที่กลัวได้ออกไปหมดแล้ว เหลือแต่คนที่ไม่ขายไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อผู้เล่นที่เหลือเปลี่ยน พฤติกรรมของราคาก็เปลี่ยนตาม
อีกครึ่งหนึ่งของเรื่อง คือคนที่เข้ามาซื้อ
ในเดือนมีนาคม 2020 นั้น มีอีกเหตุการณ์เกิดขึ้นคู่ขนานที่คนทั่วไปไม่ค่อยพูดถึง คือธนาคารกลางสหรัฐประกาศมาตรการชุดใหญ่เพื่อพยุงตลาดสินเชื่อ รวมถึงการเข้าไปรับซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชน สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ไวรัสหายไป และไม่ได้ทำให้ใครกลับมามีงานทำในวันรุ่งขึ้น แต่มันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อันตรายที่สุดในตอนนั้น ซึ่งคือการที่บริษัทดี ๆ อาจล้มเพียงเพราะกู้เงินหมุนไม่ได้
ถ้าคุณจับตาดูตัวเลขอย่าง HY OAS ในช่วงนั้น คุณจะเห็นว่าส่วนต่างเครดิตเริ่มผ่อนคลายลงหลังการประกาศ นั่นเป็นสัญญาณที่คนในตลาดหนี้เห็นก่อนคนในตลาดหุ้น และมันเกิดขึ้นก่อนที่ตัวเลขเศรษฐกิจใด ๆ จะดีขึ้นสักตัว
แล้วเราเอาไปใช้อะไรได้
สิ่งที่เรื่องนี้สอน ไม่ใช่ให้คุณไปเดาจุดต่ำสุด ไม่มีใครทำได้และคนที่บอกว่าทำได้กำลังขายอะไรบางอย่างให้คุณ สิ่งที่ควรเก็บกลับไปคือสามข้อ
ข้อแรก อย่าใช้ความรู้สึกจากพาดหัวข่าวเป็นเครื่องวัดว่าตลาดจะไปทางไหน ข่าวเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ราคาเถียงกับสิ่งที่คนคิดว่าจะเกิด สองอย่างนี้ไม่ได้เดินพร้อมกัน และช่องว่างระหว่างมันคือที่ที่คนเจ็บตัวกันมากที่สุด
ข้อสอง ดูว่าใครยังเหลืออยู่ในตลาด สำคัญกว่าดูว่าข่าวว่าอย่างไร ตัวชี้วัดอย่าง VIX ปริมาณการซื้อขายที่พุ่งผิดปกติ หรือส่วนต่างเครดิตที่เริ่มแคบลง บอกเรื่องนี้ได้ดีกว่าพาดหัวหนังสือพิมพ์
ข้อสาม เตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าว่าอะไรจะทำให้คุณเปลี่ยนใจ เพราะในนาทีที่ทุกอย่างดูเลวร้ายที่สุด สมองคนเราจะทำงานแย่ที่สุดพอดี การเขียน kill level ไว้ตอนหัวเย็นคือสิ่งเดียวที่ช่วยได้จริง
ปิดท้าย
ประโยคที่ควรจำจากเรื่องนี้สั้นมาก — ราคาไม่ได้ตอบสนองข่าว มันตอบสนองคนที่ยังเหลืออยู่ คนที่เข้าใจข้อนี้จะไม่ตกใจเวลาเห็นตลาดขึ้นในวันที่ข่าวยังแย่ และจะไม่ประหลาดใจเวลาเห็นตลาดลงในวันที่ข่าวดูดีไปหมด
เพราะข่าวเล่าเรื่องของเมื่อวาน ส่วนราคากำลังเถียงกันเรื่องพรุ่งนี้
อ่านคำที่เกี่ยวข้อง: capitulation · VIX · HY OAS · kill level
บทความถัดไป: ถ้าทุกคนอยู่ข้างเดียวกันหมด ใครจะซื้อต่อ
เพจนี้เล่าเรื่องและให้ความรู้ ไม่ชี้เป้า ไม่แนะนำซื้อขายรายตัว