โลโก้ The Market Code THE MARKET CODEถอดรหัสตลาดโลกเป็นภาษาคน
เกมนี้เคยเล่นมาแล้ว

ต้มยำกุ้ง 2540: วันที่ไทยปล่อยค่าเงินบาท

รหัสของเรื่องนี้

2 กรกฎาคม 2540 ไทยเลิกตรึงค่าเงินบาทที่ราว 25 บาทต่อดอลลาร์ ไม่กี่เดือนต่อมาบาทอ่อนเกิน 50 หนี้ดอลลาร์ของทั้งประเทศโตเกือบเท่าตัวในรูปเงินบาท

ก่อนพายุ ทุกอย่างดูดีเกินจริง

สิบปีก่อนวิกฤต ไทยคือดาวรุ่งของเอเชีย เศรษฐกิจโตปีละเกือบสิบเปอร์เซ็นต์ ตึกสูงขึ้นทั่วกรุงเทพ และทุกคนเชื่อว่าบาทจะอยู่ที่ 25 ตลอดไป

ความเชื่อนั้นทำให้ธุรกิจไทยกล้ากู้ดอลลาร์ดอกเบี้ยถูกมาใช้เป็นบาท โดยแทบไม่มีใครซื้อประกันความเสี่ยงค่าเงินไว้เลย

ช่วงนั้นดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศสูงกว่าดอกเบี้ยดอลลาร์หลายเปอร์เซ็นต์ ถ้าค่าเงินไม่ขยับ การกู้ดอลลาร์คือกำไรฟรีทุกเดือน ช่องทางกู้ต่างประเทศก็เปิดกว้างขึ้นมากหลังตั้งศูนย์วิเทศธนกิจ (BIBF) ในปี 2536 เงินจากต่างชาติจึงไหลเข้ามาเป็นก้อนใหญ่ และส่วนมากเป็นหนี้ระยะสั้นที่ต้องต่ออายุทุกไม่กี่เดือน

เงินก้อนนั้นไม่ได้ไปอยู่ในโรงงานที่ทำรายได้เป็นดอลลาร์กลับมา มันไปอยู่ในคอนโด สนามกอล์ฟ และหุ้น ดัชนี SET ขึ้นไปทำจุดสูงสุด 1,753 จุดตั้งแต่ต้นปี 2537 ขณะที่ประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 8% ของ GDP แปลว่าไทยใช้ดอลลาร์มากกว่าหาได้ทุกปี และต้องพึ่งเงินกู้ใหม่มาอุดเสมอ

ทำไมการตรึงค่าเงินถึงต้องแตก

การตรึงค่าเงินไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันมีคนจ่ายราคาอยู่เบื้องหลังทุกวัน คือธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องพร้อมขายดอลลาร์จากทุนสำรองให้ทุกคนที่อยากแลก ตราบใดที่ทุนสำรองยังมากพอ ค่าเงินก็นิ่ง ความนิ่งนั้นทำให้คนลืมไปว่ามันเป็นนโยบาย ไม่ใช่กฎธรรมชาติ

ปี 2539 การส่งออกเริ่มชะลอ อสังหาฯ ล้นตลาด สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้อสังหาฯ เริ่มมีหนี้เสีย นักเก็งกำไรทั่วโลกเห็นภาพเดียวกัน คือประเทศที่หนี้ต่างประเทศระยะสั้นสูง ขาดดุลต่อเนื่อง และมีค่าเงินที่ถูกตรึงไว้แพงกว่าที่เศรษฐกิจรับไหว

ช่วงต้นปี 2540 เงินบาทถูกโจมตีหลายระลอก ธนาคารกลางสู้ด้วยการขายดอลลาร์ล่วงหน้าจำนวนมหาศาล ตัวเลขทุนสำรองที่ประกาศยังดูสูง แต่ส่วนใหญ่ถูกผูกไว้กับสัญญาล่วงหน้าไปแล้ว เหลือใช้จริงน้อยกว่าที่คนภายนอกเห็นมาก

เดิมพันที่เสียน้อย ได้มาก

สำหรับนักเก็งกำไร การเดิมพันว่าค่าเงินที่ถูกตรึงจะแตกเป็นเกมที่ได้เปรียบมาก ถ้าตรึงอยู่ต่อ เขาเสียแค่ต้นทุนดอกเบี้ยนิดหน่อย แต่ถ้าแตก ค่าเงินมักไม่ได้ขยับแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ มันกระโดดทีเดียวหลายสิบเปอร์เซ็นต์ นี่คือเหตุผลที่ค่าเงินที่ถูกตรึงไว้แพงเกินจริงดึงดูดคนมารุมทดสอบเสมอ

วันที่เขื่อนแตก

2 กรกฎาคม 2540 รัฐบาลประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว บาทอ่อนลงทันที และอ่อนต่อเนื่องจนทะลุ 50 บาทต่อดอลลาร์ ช่วงที่อ่อนที่สุดแตะแถว 56 บาทในต้นปี 2541 ภายในไม่กี่เดือน บริษัทที่กู้ดอลลาร์มาพบว่าหนี้ในรูปเงินบาทของตัวเองโตขึ้นราวเท่าตัว โดยที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยสักบาท

ไทยต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) วงเงินราว 17,200 ล้านดอลลาร์ พร้อมเงื่อนไขรัดเข็มขัด สถาบันการเงิน 58 แห่งถูกสั่งพักกิจการ และ 56 แห่งถูกปิดถาวรในปลายปีนั้น ดัชนี SET ที่เคยอยู่ 1,753 จุด ร่วงลงไปเหลือราว 200 จุดในเดือนกันยายน 2541

ภาพที่คนไทยรุ่นนั้นจำได้ไม่ใช่ตัวเลข แต่คือคน อดีตนักธุรกิจที่ผันตัวมาขายแซนด์วิชบนถนน พนักงานออฟฟิศที่ตกงานทั้งแผนก และคำว่า "ต้มยำกุ้ง" ที่สื่อต่างชาติใช้เรียกวิกฤตที่ลามจากไทยไปอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเกาหลีใต้

บทเรียนที่ยังใช้ได้วันนี้

ข้อแรก หนี้ที่ถูกที่สุดอาจแพงที่สุด ถ้ารายได้เป็นเงินสกุลหนึ่งแต่หนี้เป็นอีกสกุลหนึ่ง ความเสี่ยงจริงไม่ได้อยู่ที่ดอกเบี้ย แต่อยู่ที่วันที่ค่าเงินขยับ ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับ carry trade ที่ยืมถูกไปลงแพง ได้เงินทีละน้อยทุกเดือน แล้วเสียทีเดียวก้อนใหญ่

ข้อสอง ความนิ่งที่มีคนจ่ายเงินซื้อไว้ ไม่ใช่ความนิ่งจริง เวลาเห็นราคาไหนนิ่งผิดธรรมชาติ ให้ถามว่าใครเป็นคนจ่ายให้มันนิ่ง และเขาจ่ายได้อีกนานแค่ไหน คำถามเดียวกันนี้อธิบายได้ทั้งปอนด์อังกฤษปี 1992 และฟรังก์สวิสปี 2015

ข้อสาม สิ่งที่ควรดูก่อนวิกฤตมีให้ดูเสมอ ทุนสำรองเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินกู้ที่ไหลไปเก็งกำไรมากกว่าไปสร้างรายได้ ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้บอกว่าวิกฤตจะมาวันไหน แต่บอกว่าระบบเหลือเบาะรองรับแค่ไหน

ต้มยำกุ้งไม่ใช่เรื่องของคนโลภกลุ่มเดียว มันคือเรื่องของทั้งระบบที่เชื่อในเส้นเดียวกันนานเกินไป และลืมว่าเส้นนั้นมีคนถืออยู่ ไม่ได้ตั้งอยู่เอง


อ่านคำที่เกี่ยวข้อง: การตรึงค่าเงิน · carry trade · leverage · capitulation

บทความที่ต่อกัน: วันพุธทมิฬ 1992 · ฟรังก์สวิส 2015

เพจนี้เล่าเรื่องและให้ความรู้ ไม่ชี้เป้า ไม่แนะนำซื้อขายรายตัว